Sweat Concentration Test

ทุกคนต้องเหงื่อออก แต่จะมีซักกี่คนรู้จักเหงื่อของตัวเอง และรู้ว่าเหงื่อตัวเองเค็ม หรือ เข้มข้น มาก/น้อยแค่ไหน

Sweat Concentration Test คือการทดสอบเพื่อทราบการสูญเสียโซเดียมที่เกิดจากการเสียเหงื่อ โดยข้อมูลที่ผู้เข้ารับการทดสอบจะได้รับกลับไป คือ ปริมาณ มิลลิกรัมของโซเดียมที่จะสูญเสียไปในเหงื่อ 1 ลิตร และ ยังได้รับแผนการเติมโซเดียม ทั้งระหว่าง ซ้อม และ แข่ง การทดสอบนี้ ไม่ใช่การทดสอบเพื่อทราบปริมาณเหงื่อที่ไหลออกไป (Sweat Rate) แต่ทำเพื่อทราบความเข้มข้นของเหงื่อ (Sweat Concentration)

การทดสอบปริมาณเหงื่อที่ไหลออกไปสามารถทำได้ด้วยตัวเองโดยใช้วิธี

C + (B-A)

  • ชั่งน้ำหนักก่อนการออกกำลังกาย (A)
  • ชั่งน้ำหนักหลังการออกกำลังกาย (B)
  • ปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไป (C)

เมื่อคุณนำผลการทดสอบ Sweat concentration มาคำนวณรวมกับ Sweat Rate และเวลาที่ใช้ทดสอบ จะทำให้คุณสามารถหาค่า ปริมาณโซเดียมทั้งหมดที่สูญเสียไปในระยะเวลานั้นๆ

อ่านข้อมูลการคำนวณ Sweat Rate ด้วยตนเองได้ที่ Click

ทั้งนี้หากคุณต้องการรักษาสภาวะร่างกายที่สมบูรณ์ไว้ การดื่มน้ำเพียงอย่างเดียวนอกจากจะไม่เพียงพอแล้วยังอาจทำให้ร่างกายของคุณเสี่ยงต่อสภาวะ Hyponatremia หรือการมีแร่ธาตุในเลือดต่ำซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย การเติมโซเดียมเข้าร่างกายทั้งก่อน,ระหว่างและหลังการซ้อม/แข่ง ทางไกล จึงมีความจำเป็นอย่างมาก

จุดเด่นของการทดสอบนี้คือ ผู้เข้ารับการทดสอบสามารถทดสอบโดยการนั่งพูดคุยและไม่ต้องออกกำลังกายใดๆทั้งสิ้น

ทำไมถึงควรรู้ค่าความเข้มข้นของเหงื่อ ?

เมื่อเราออกกำลังกายไม่ว่าจะหนักหรือเบา ร่างกายเราทุกคนจำเป็นต้องปรับและรักษาอุณหภูมิแกนกลางไว้ที่ 36.1-37.2 c โดยการขับเหงื่อ ซึ่งในเหงื่อของทุกคนจะมีโซเดียมในปริมาณที่มาก/น้อยและ เข้มข้นต่างกัน การแข่งวิ่งมาราธอน แข่งวิ่งเทรล แน่นอนว่าต้องมีการวิ่งที่เพซแข่งในระยะเวลานาน มากกว่า 2 ชั่วโมง หากเราละเลยหรือไม่ทราบข้อมูลความเข้มข้นของโซเดียมที่เสียไปทางเหงื่อในทุกๆลิตร การเติมโซเดียมของเราจะทำได้แค่ในลักษณะกะประมาณซึ่งนั่นทำให้ ผลการแข่งไม่เป็นไม่ตามที่ตั้งใจ หรือ อาจต้องออกจากการแข่ง

ใครควรทำ Sweat Test

  • คนทำงานกลางแจ้ง
  • นักกีฬา Endurance Sport หรือ คนที่เล่นกีฬาเป็นระยะเวลานานมากกว่า 1 ชั่วโมง

3 ปัจจัยที่ทำให้ เหงื่อของเราออกมาก/น้อย

  • ชนิดกีฬา
  • อากาศร้อน/เย็น
  • ความเข้มข้นหรือ ความหนักของการเล่นกีฬา

Sports Drink  3 ประเภท ที่เราควรรู้จัก

  • Isotonic (ความเข้มข้นใกล้เคียงกับเลือด)
  • Hypertonic (ความเข้มข้นสูงกว่าเลือด)
  • Hypotonic (ความเข้มข้นน้อยกว่าเลือด)

ควรดื่ม Isotonic Drinks เมื่อไร? เครื่องดื่มประเภท Isotonic ส่วนใหญ่จะมีค่าความเข้มข้นของ Carbohydrate ในระดับปานกลางประมาณ 6-8% (มากกว่า hypotonic 1.5-2 เท่า) และถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้ไม่ยากนัก ซึ่งเครื่องดื่มให้พลังงานที่ขายอยู่ทั่วไปจะอยู่ในประเภทนี้ Isotonic Drinks จะเป็นประโยชน์เมื่อใช้กับการออกกำลังกายระยะเวลาสั้น แต่มีความเข้มข้นสูง (Short duration & High Intensity Exercise)

ควรดื่ม Hypertonic drinks เมื่อไร ? ลักษณะที่สำคัญของ Hypertonic drinks คือ การมีปริมาณ Carbohydrate ในตัวเครื่องดื่มในปริมาณสูงมากเพื่อให้พลังงานที่สูงและ เหมาะกับการออกกำลังกายที่หนักมากๆ ควรดื่ม Hypertonic drinks เมื่อเราต้องการเติมพลังงานเข้าร่างกายเป็นอันดับแรก และไม่ควรดื่มเมื่อเราต้องการเติมของเหลวเข้าร่างกายเป็นอันดับแรก

ควรดื่ม Hypotonic drinks เมื่อไร ? เครื่องดื่มประเภทนี้จะถูกดูดซึมเข้าร่างกายง่ายที่สุดแต่ในขณะเดียวกันจะมีปริมาณ Carbohydrate น้อยที่สุด ควรดื่ม Hypotonic drinks เมื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทดแทนของเหลวเข้าร่างกาย เช่นการออกกำลังกายที่มีระยะเวลานานและมีเหงื่ออกจำนวนมาก

Specialist Partners

M.D. Akanis S. (Air)

Ph.D. Peeraphat S. (Hot)

Tanakorn C. (Keng)

Jaratporn C. (Nonn)

Kitthanes A. (Ake)

Thanapol W. (Tae)

You may also interest

Body Composition Analysis

FTP Test

Lactate Test

3D Motion Running Analysis

FMS

Metabolic and Threshold Test

Download Application for Free

Calories Tracking

STAGE Services

STAGE Content

Document